บทความ
วันที่ 08/10/2026
กาฬโรคเบื้องต้นที่ประชาชนควรรู้
จากกรณีมีรายงานเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการในเขตอีร์คุตสค์ แคว้นไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบที่ยังไม่ทราบสาเหตุ ขณะนี้ทางการรัสเซียอยู่ระหว่างการสอบสวน และ ยังไม่มีการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับกาฬโรค ขณะที่องค์การอนามัยโลกประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสาธารณชนในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยกาฬโรค และไม่มีรายงานผู้ป่วยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและวิธีป้องกันอย่างถูกต้อง
กาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งพบตามธรรมชาติในสัตว์ฟันแทะและหมัดในบางพื้นที่ของโลก เช่น เอเชียกลาง มองโกเลีย และบางประเทศในทวีปแอฟริกา
ปัจจุบันกาฬโรคสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว
การติดต่อที่พบได้หลัก ๆ คือ การถูกหมัดที่ไปกัดสัตว์ฟันแทะซึ่งติดเชื้อ แล้วมากัดคน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อได้
ส่วนการติดต่อจากคนสู่คนสามารถเกิดขึ้นได้ในกรณี กาฬโรคปอด โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อผ่านละอองจากทางเดินหายใจ โดยมักเกี่ยวข้องกับการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่กำลังไอในระยะใกล้
ดังนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติในประเทศไทย ยังไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลหรือหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตประจำวันจากความเสี่ยงกาฬโรค
กาฬโรคมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 1–7 วัน อาการเบื้องต้นมักประกอบด้วย
- กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง อาจมีต่อมน้ำเหลืองโตและเจ็บ- กาฬโรคปอด อาจมีอาการหายใจลำบาก ไอ หรือเจ็บหน้าอก- กาฬโรคในกระแสเลือด อาจมีอาการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด
หากมีอาการร่วมกับประวัติเสี่ยง ควรพบแพทย์โดยเร็ว
หากในช่วง 7 วันที่ผ่านมาไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานโรค และไม่ได้สัมผัสผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ป่วย โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องไปตรวจหากาฬโรค
อาการไข้หรือไอทั่วไปสามารถเกิดจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่พบได้บ่อยกว่ามาก การตรวจหาเชื้อกาฬโรคจะดำเนินการในผู้ป่วยที่แพทย์มีข้อสงสัยจากอาการและประวัติเสี่ยง และต้องตรวจในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม จึงไม่ใช่การตรวจคัดกรองที่ประชาชนสามารถขอตรวจเองได้ตามปกติ
สำหรับผู้ที่ มีประวัติเสี่ยงและมีอาการ ควรพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติการสัมผัสที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
ส่วนผู้ที่ มีประวัติเสี่ยงแต่ยังไม่มีอาการ ควรสังเกตอาการจนครบ 7 วัน
ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ
- หลีกเลี่ยงการจับสัตว์ฟันแทะหรือซากสัตว์ด้วยมือเปล่า- ป้องกันและควบคุมหมัดภายในบ้าน รวมถึงในสัตว์เลี้ยง- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือมีพฤติกรรมผิดปกติ- ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการ- ไม่แชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
กาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งแม้จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงได้ แต่ปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะหากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วย และไม่มีรายงานผู้ป่วยกาฬโรคมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงและไม่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วย จึงไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองกาฬโรคเป็นพิเศษ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ตื่นตระหนก รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหากมีประวัติเสี่ยงร่วมกับอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยเร็วและแจ้งประวัติเสี่ยงให้ทราบ
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยกาฬโรค และไม่มีรายงานผู้ป่วยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและวิธีป้องกันอย่างถูกต้อง
กาฬโรคคืออะไร?
กาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งพบตามธรรมชาติในสัตว์ฟันแทะและหมัดในบางพื้นที่ของโลก เช่น เอเชียกลาง มองโกเลีย และบางประเทศในทวีปแอฟริกา
ปัจจุบันกาฬโรคสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว
กาฬโรคติดต่อได้อย่างไร?
การติดต่อที่พบได้หลัก ๆ คือ การถูกหมัดที่ไปกัดสัตว์ฟันแทะซึ่งติดเชื้อ แล้วมากัดคน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ติดเชื้อได้
ส่วนการติดต่อจากคนสู่คนสามารถเกิดขึ้นได้ในกรณี กาฬโรคปอด โดยผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อผ่านละอองจากทางเดินหายใจ โดยมักเกี่ยวข้องกับการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่กำลังไอในระยะใกล้
ดังนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติในประเทศไทย ยังไม่มีเหตุผลให้ต้องกังวลหรือหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตประจำวันจากความเสี่ยงกาฬโรค
อาการของกาฬโรค
กาฬโรคมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 1–7 วัน อาการเบื้องต้นมักประกอบด้วย
- - ไข้สูง
- - หนาวสั่น
- - ปวดศีรษะ
- - อ่อนเพลีย
- กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง อาจมีต่อมน้ำเหลืองโตและเจ็บ- กาฬโรคปอด อาจมีอาการหายใจลำบาก ไอ หรือเจ็บหน้าอก- กาฬโรคในกระแสเลือด อาจมีอาการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด
หากมีอาการร่วมกับประวัติเสี่ยง ควรพบแพทย์โดยเร็ว
ไม่ได้เดินทางหรือสัมผัสผู้ป่วย ต้องไปตรวจหรือไม่?
หากในช่วง 7 วันที่ผ่านมาไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานโรค และไม่ได้สัมผัสผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ป่วย โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องไปตรวจหากาฬโรค
อาการไข้หรือไอทั่วไปสามารถเกิดจากโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่พบได้บ่อยกว่ามาก การตรวจหาเชื้อกาฬโรคจะดำเนินการในผู้ป่วยที่แพทย์มีข้อสงสัยจากอาการและประวัติเสี่ยง และต้องตรวจในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพที่เหมาะสม จึงไม่ใช่การตรวจคัดกรองที่ประชาชนสามารถขอตรวจเองได้ตามปกติ
สำหรับผู้ที่ มีประวัติเสี่ยงและมีอาการ ควรพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติการสัมผัสที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
ส่วนผู้ที่ มีประวัติเสี่ยงแต่ยังไม่มีอาการ ควรสังเกตอาการจนครบ 7 วัน
ป้องกันกาฬโรคได้อย่างไร?
ประชาชนสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ
- หลีกเลี่ยงการจับสัตว์ฟันแทะหรือซากสัตว์ด้วยมือเปล่า- ป้องกันและควบคุมหมัดภายในบ้าน รวมถึงในสัตว์เลี้ยง- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือมีพฤติกรรมผิดปกติ- ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานทางการ- ไม่แชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
สรุป
กาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งแม้จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงได้ แต่ปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะหากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วย และไม่มีรายงานผู้ป่วยกาฬโรคมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงและไม่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วย จึงไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองกาฬโรคเป็นพิเศษ
สิ่งสำคัญคือ ไม่ตื่นตระหนก รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหากมีประวัติเสี่ยงร่วมกับอาการผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยเร็วและแจ้งประวัติเสี่ยงให้ทราบ
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
#กาฬโรค
#กาฬโรคเบื้องต้น
#กาฬโรคคืออะไร
#อาการกาฬโรค
#ป้องกันกาฬโรค
#โรคติดเชื้อ
#โรคระบาด
#สุขภาพ
#ความรู้สุขภาพ
#ข่าวสุขภาพ